รถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นรถคันแรกในฝัน หรือรถครอบครัวคันใหม่ ถือเป็นหนึ่งในการใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่สุดในชีวิตของใครหลายคน เรามักจะคุ้นเคยกับขั้นตอนการเก็บเงินดาวน์ การผ่อนชำระในแต่ละเดือน แต่เคยสงสัยกันไหมครับว่า โดยเฉลี่ยแล้ว คนในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก เขาใช้เงินไปกับการซื้อรถยนต์กันปีละเท่าไหร่? บางประเทศอาจจะมีกำลังซื้อสูงจนน่าตกใจ ในขณะที่บางประเทศอาจจะมีทางเลือกการเดินทางอื่นๆ ที่น่าสนใจกว่า
วันนี้ เราจะพาทุกคนไปเปิดข้อมูลการจัดอันดับที่น่าสนใจ นั่นคือ 'ค่าใช้จ่ายในการซื้อรถยนต์ต่อหัวต่อปี' จากทั่วโลก เพื่อดูว่าประเทศไหนคือแชมป์ที่ทุ่มเงินให้กับยานพาหนะมากที่สุด แล้วลองมาดูกันว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้พวกเขายอมจ่ายหนักขนาดนั้น และที่สำคัญที่สุด เราจะมาดูกันว่า 'ประเทศไทย' ของเรา อยู่ตรงจุดไหนบนแผนที่ยานยนต์โลกใบนี้ เตรียมตัวให้พร้อม แล้วไปพบกับข้อมูลสุดเซอร์ไพรส์กันได้เลยครับ!
ช็อก! ค่าซื้อรถคนไทยเทียบทั่วโลก
- อันดับ 1 นอร์เวย์ - $2281.2
- อันดับ 2 สหรัฐอเมริกา - $1876.2
- อันดับ 3 แคนาดา - $1800.2
- อันดับ 4 สวิตเซอร์แลนด์ - $1730.9
- อันดับ 5 แองกวิลลา - $1727.2
- อันดับ 6 ลักเซมเบิร์ก - $1517.9
- อันดับ 7 เดนมาร์ก - $1341.7
- อันดับ 8 ไอซ์แลนด์ - $1202.8
- อันดับ 9 เยอรมนี - $1127.3
- อันดับ 10 อังกฤษ - $1099.4
- อันดับ 76 ไทย - $148.5
อันดับ 76 ไทย - $148.5
สำหรับประเทศไทย การมีรถยนต์สักคันถือเป็นเรื่องใหญ่และเป็นความฝันของใครหลายคน แต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกแล้ว ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวในการซื้อรถยนต์ของเราอยู่ที่ 148.5 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 76 ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมของไทยได้เป็นอย่างดี ปัจจัยหลักคือรายได้เฉลี่ยต่อหัวที่ยังไม่สูงเท่าประเทศที่พัฒนาแล้ว ประกอบกับอัตราภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่ค่อนข้างสูง ทำให้ราคารถยนต์ในไทยแพงกว่าในหลายประเทศเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ
ด้วยเหตุนี้ คนไทยจำนวนมากจึงเลือกใช้รถยนต์เป็นระยะเวลานาน ทำให้ตลาดรถยนต์มือสองคึกคักเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ วัฒนธรรมการใช้รถจักรยานยนต์ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการซื้อ 'รถยนต์' ไม่สูงนัก เพราะมอเตอร์ไซค์คือพาหนะหลักในการเดินทางสำหรับคนจำนวนมากในประเทศ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกระแสรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กำลังมาแรงและนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐอาจจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์นี้ในอนาคตอันใกล้ก็เป็นได้
อันดับ 10 อังกฤษ - $1099.4
ปิดท้าย 10 อันดับแรกด้วยสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) ด้วยค่าใช้จ่าย 1,099.4 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหัว ตลาดรถยนต์ของอังกฤษมีความหลากหลายและมีการแข่งขันสูง มีแบรนด์รถยนต์จากทั่วทุกมุมโลกให้เลือกสรร ตั้งแต่รถยนต์ขนาดเล็กสำหรับขับในเมืองไปจนถึงรถสปอร์ตและรถหรู นอกจากนี้ ยังเป็นฐานการผลิตของแบรนด์ดังอย่าง Jaguar, Land Rover, McLaren และ Rolls-Royce
วัฒนธรรมการเปลี่ยนรถใหม่ทุกๆ 2-3 ปีผ่านโปรแกรมสินเชื่อแบบ PCP (Personal Contract Purchase) เป็นที่นิยมอย่างมากในอังกฤษ ซึ่งกระตุ้นให้ตลาดรถยนต์ใหม่มีความคึกคักอยู่เสมอ ประกอบกับเศรษฐกิจขนาดใหญ่และกำลังซื้อของประชากร ทำให้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการซื้อรถยนต์ของที่นี่ยังคงแข็งแกร่งและติดอยู่ในกลุ่มท็อป 10 ของโลก
อันดับ 9 เยอรมนี - $1127.3
มาถึงเจ้าแห่งอุตสาหกรรมยานยนต์ของยุโรปอย่างเยอรมนี ซึ่งอยู่ในอันดับที่เก้าด้วยตัวเลข 1,127.3 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหัว คงไม่น่าแปลกใจที่ประเทศซึ่งเป็นบ้านเกิดของแบรนด์รถยนต์ระดับโลกอย่าง Mercedes-Benz, BMW, Audi และ Porsche จะมีค่าใช้จ่ายด้านนี้สูง ชาวเยอรมันมีความภาคภูมิใจในวิศวกรรมยานยนต์ของชาติตนเอง และนิยมใช้รถยนต์ในประเทศที่มีคุณภาพและสมรรถนะสูง
นอกจากความผูกพันกับแบรนด์ท้องถิ่นแล้ว เศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของเยอรมนียังทำให้ประชากรมีกำลังซื้อสูง สามารถเข้าถึงรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ได้ง่าย ถนน Autobahn ที่ไม่จำกัดความเร็วยังเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้คนต้องการรถยนต์ที่มีสมรรถนะสูงเพื่อการขับขี่ที่มั่นใจและปลอดภัย ซึ่งรถเหล่านี้มักจะมีราคาที่สูงกว่ารถยนต์ทั่วไป
อันดับ 8 ไอซ์แลนด์ - $1202.8
ไอซ์แลนด์ ประเทศเกาะในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ อยู่ในอันดับที่แปดด้วยค่าใช้จ่าย 1,202.8 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหัว ด้วยสภาพภูมิประเทศที่ท้าทายและสภาพอากาศที่แปรปรวน ทำให้รถยนต์ที่ทนทานและมีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเป็นที่ต้องการอย่างมาก โดยเฉพาะรถ SUV ขนาดใหญ่ที่สามารถรับมือกับถนนหนทางและเส้นทางธรรมชาติที่สมบุกสมบันได้
แม้จะมีประชากรไม่มากนัก แต่ไอซ์แลนด์มีมาตรฐานการครองชีพที่สูง และการท่องเที่ยวก็เป็นอุตสาหกรรมหลัก ซึ่งกระตุ้นความต้องการรถเช่าที่มีคุณภาพสูงและเป็นรุ่นใหม่ๆ อยู่เสมอ ปัจจัยเหล่านี้ ประกอบกับต้นทุนการนำเข้ารถยนต์มายังเกาะที่ห่างไกล ทำให้ราคาขายปลีกรถยนต์ค่อนข้างสูง และส่งผลให้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวติดอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก
อันดับ 7 เดนมาร์ก - $1341.7
เดนมาร์กเป็นอีกหนึ่งประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวียที่ติดเข้ามาใน 10 อันดับแรก ด้วยค่าใช้จ่าย 1,341.7 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหัว สิ่งที่น่าสนใจคือ เดนมาร์กเป็นประเทศที่มีอัตราภาษีจดทะเบียนรถยนต์สูงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ซึ่งอาจสูงถึง 150% ของราคารถ แต่ถึงกระนั้น ชาวเดนมาร์กก็ยังคงซื้อรถยนต์ใหม่กันอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยสำคัญคือรายได้เฉลี่ยของประชากรที่สูงมาก และการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้คนยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อซื้อรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่มีมาตรฐานสูงกว่า นอกจากนี้ แม้วัฒนธรรมการใช้จักรยานจะแพร่หลาย แต่สำหรับครอบครัวหรือการเดินทางไกล รถยนต์ก็ยังคงเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งเมื่อประกอบกับราคารถที่สูงอยู่แล้ว ก็ทำให้ค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงตามไปด้วย
อันดับ 6 ลักเซมเบิร์ก - $1517.9
ลักเซมเบิร์ก ประเทศเล็กๆ ในใจกลางยุโรปที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ครองอันดับที่หกด้วยค่าใช้จ่าย 1,517.9 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหัว ด้วยอัตรา GDP ต่อหัวที่สูงลิ่ว ทำให้ประชากรมีกำลังซื้อสูงมาก และการเป็นเจ้าของรถยนต์หรูหรือรถยนต์รุ่นท็อปก็ถือเป็นเรื่องปกติในสังคม อีกทั้งยังมีนโยบายด้านภาษีที่เอื้ออำนวยต่อการเป็นเจ้าของรถยนต์ของบริษัทอีกด้วย
ลักเซมเบิร์กเป็นศูนย์กลางทางการเงินและธุรกิจของยุโรป มีพนักงานจำนวนมากที่เดินทางข้ามพรมแดนจากประเทศเพื่อนบ้านมาทำงานในแต่ละวัน ซึ่งหลายคนได้รับรถยนต์ประจำตำแหน่ง (Company Car) จากบริษัท ซึ่งมักจะเป็นรถยนต์รุ่นใหม่และมีราคาสูง ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลโดยตรงให้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการซื้อรถยนต์ต่อหัวของประเทศนี้สูงติดอันดับโลก
อันดับ 5 แองกวิลลา - $1727.2
อันดับที่ห้าอาจจะสร้างความประหลาดใจให้กับหลายคน นั่นคือ แองกวิลลา ดินแดนโพ้นทะเลของสหราชอาณาจักรในทะเลแคริบเบียน ด้วยค่าใช้จ่าย 1,727.2 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหัว ตัวเลขที่สูงนี้อาจอธิบายได้จากลักษณะเฉพาะของประเทศที่เป็นเกาะขนาดเล็กและมีประชากรน้อย ทำให้ค่าเฉลี่ยต่อหัวสามารถผันผวนได้ง่าย แองกวิลลาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มไฮเอนด์และเป็นศูนย์กลางทางการเงิน
การนำเข้ารถยนต์มายังเกาะมีต้นทุนที่สูงมาก ทั้งค่าขนส่งและภาษีนำเข้า ซึ่งทำให้ราคารถยนต์โดยรวมแพงกว่าปกติ นอกจากนี้ กลุ่มผู้มีรายได้สูงในประเทศอาจจะนิยมซื้อรถยนต์หรู ซึ่งเมื่อนำมาคำนวณเป็นค่าเฉลี่ยต่อประชากรทั้งหมดแล้ว ก็ทำให้ตัวเลขพุ่งสูงขึ้นอย่างที่เห็น จนสามารถเข้ามาอยู่ใน 5 อันดับแรกของโลกได้
อันดับ 4 สวิตเซอร์แลนด์ - $1730.9
สวิตเซอร์แลนด์ ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความมั่งคั่งและมาตรฐานคุณภาพชีวิตขั้นสูง อยู่ในอันดับที่สี่ด้วยตัวเลข 1,730.9 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหัว ประชากรในประเทศมีรายได้เฉลี่ยสูงมาก ทำให้การเป็นเจ้าของรถยนต์แบรนด์พรีเมียมจากเยอรมนีหรืออิตาลีไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย ถนนหนทางที่สวยงามและได้รับการดูแลอย่างดีเยี่ยมก็ยิ่งส่งเสริมให้การขับขี่รถยนต์สมรรถนะสูงเป็นเรื่องน่ารื่นรมย์
นอกจากกำลังซื้อที่สูงแล้ว ชาวสวิสยังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี ความปลอดภัย และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้พวกเขายอมจ่ายเงินเพื่อซื้อรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่มีนวัตกรรมล่าสุด รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดราคาแพง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการซื้อรถยนต์ของสวิตเซอร์แลนด์ติดอยู่ในอันดับท็อปของโลกมาโดยตลอด
อันดับ 3 แคนาดา - $1800.2
ประเทศเพื่อนบ้านทางตอนเหนือของสหรัฐฯ อย่างแคนาดา ตามมาในอันดับที่สามอย่างไม่น่าแปลกใจ ด้วยค่าใช้จ่าย 1,800.2 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหัว ด้วยสภาพภูมิประเทศที่กว้างใหญ่และสภาพอากาศที่โหดร้ายในฤดูหนาว ทำให้รถยนต์ที่มีสมรรถนะสูงและระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD/4WD) กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชาวแคนาดาเพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง รถยนต์ประเภท SUV และ Crossover จึงได้รับความนิยมอย่างสูง
เศรษฐกิจที่มั่นคงและมาตรฐานการครองชีพที่ดีของแคนาดา ทำให้ประชากรมีกำลังซื้อเพียงพอที่จะเลือกรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่มาพร้อมเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ทันสมัย ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการซื้อรถยนต์สูงตามไปด้วย ไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมการเลือกซื้อรถของชาวแคนาดามีความคล้ายคลึงกับสหรัฐฯ มาก แต่จะเน้นเรื่องความทนทานต่อสภาพอากาศเป็นพิเศษ
อันดับ 2 สหรัฐอเมริกา - $1876.2
สหรัฐอเมริกา ดินแดนแห่งเสรีภาพและวัฒนธรรมรถยนต์ที่ฝังรากลึกมายาวนาน ครองอันดับสองด้วยค่าใช้จ่าย 1,876.2 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหัว สำหรับชาวอเมริกันจำนวนมาก รถยนต์ไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของสถานะและความเป็นอิสระในการเดินทางข้ามรัฐที่กว้างใหญ่ไพศาล ความนิยมในรถยนต์ขนาดใหญ่อย่างรถกระบะ (Truck) และ SUV ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันตัวเลขนี้ให้สูงขึ้น
นอกจากนี้ ระบบสินเชื่อรถยนต์ที่เข้าถึงง่ายและมีความยืดหยุ่นสูงยังเปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ราคาแพงได้ไม่ยากนัก แม้ว่ากระแสรถยนต์ไฟฟ้าจะเริ่มเข้ามามีบทบาท แต่ตลาดหลักก็ยังคงถูกขับเคลื่อนด้วยรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปขนาดใหญ่ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบอเมริกันชนได้อย่างเต็มที่ ทำให้ค่าใช้จ่ายในการซื้อรถใหม่ยังคงอยู่ในระดับสูงเสมอมา
อันดับ 1 นอร์เวย์ - $2281.2
ตำแหน่งแชมป์ตกเป็นของประเทศนอร์เวย์อย่างน่าทึ่ง ด้วยตัวเลขค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวสูงถึง 2,281.2 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี หลายคนอาจจะคิดว่าเพราะเป็นประเทศที่ร่ำรวย แต่เบื้องหลังตัวเลขนี้คือนโยบายสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่จริงจังที่สุดในโลก รัฐบาลนอร์เวย์ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีซื้อสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้ราคารถ EV หรูๆ สามารถแข่งขันกับรถยนต์สันดาปทั่วไปได้สบายๆ
นโยบายนี้ผลักดันให้ชาวนอร์เวย์หันมาซื้อรถยนต์ไฟฟ้ากันอย่างล้นหลาม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถยนต์รุ่นใหม่ที่มีราคาสูง ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยพุ่งทะยานขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง ประกอบกับกำลังซื้อของประชากรที่อยู่ในระดับสูง และสภาพอากาศที่หนาวเย็นซึ่งทำให้คนต้องการรถยนต์ที่ทันสมัยและปลอดภัย ทำให้ตลาดรถยนต์ใหม่ของนอร์เวย์เติบโตอย่างต่อเนื่องและกลายเป็นผู้นำด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง



