ตลาดซื้อขายนักเตะในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คือสนามรบที่เต็มไปด้วยการทุ่มเงินมหาศาลอย่างแท้จริงในทุกๆ ปีเราจะได้เห็นสถิติค่าตัวนักเตะถูกทำลายครั้งแล้วครั้งเล่า สะท้อนให้เห็นถึงพลังทางการเงินที่เหนือกว่าลีกอื่นๆ อย่างชัดเจน สโมสรต่างๆ ยอมจ่ายเงินในระดับที่น่าเหลือเชื่อเพื่อคว้าตัวผู้เล่นที่พวกเขาเชื่อว่าจะเข้ามาเปลี่ยนชะตาของทีมได้
การทุ่มเงินเหล่านี้มาพร้อมกับความคาดหวังที่สูงลิ่วเสมอ บางดีลก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม กลายเป็นตำนานของสโมสรและพาสโมสรคว้าแชมป์มากมาย ในขณะที่บางดีลกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า กลายเป็นฝันร้ายที่แฟนบอลอยากจะลืมเลือน วันนี้เราจะพาทุกคนไปย้อนดู 10 อันดับการย้ายทีมที่ใช้เงินมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของพรีเมียร์ลีก มาดูกันว่าใครคือผู้เล่นเหล่านั้น และการลงทุนของสโมสรต้นสังกัดนั้นคุ้มค่าหรือไม่?
10 อันดับค่าตัวสุดโหดพรีเมียร์ลีก
- อันดับ 1 โฟลเรียน เวียร์ทซ์ - €125M
- อันดับ 2 เอ็นโซ เฟร์นันเดซ - €121M
- อันดับ 3 แจ็ค กรีลิช - €117.5M
- อันดับ 4 เดคลาน ไรซ์ - €116.6M
- อันดับ 5 มอยเซส ไกเซโด - €116M
- อันดับ 6 โรเมลู ลูกากู - €113M
- อันดับ 7 ปอล ป็อกบา - €105M
- อันดับ 8 ไค ฮาแวร์ทซ์ - €100M
- อันดับ 9 อันโตนี่ - €95M
- อันดับ 10 ยอชโก้ กวาร์ดิโอล - €90M
อันดับ 10 ยอชโก้ กวาร์ดิโอล - €90M
ยอชโก้ กวาร์ดิโอล สร้างชื่อเสียงให้ตัวเองในฐานะหนึ่งในกองหลังดาวรุ่งที่ดีที่สุดในโลก หลังทำผลงานได้อย่างโดดเด่นกับ แอร์เบ ไลป์ซิก และทีมชาติโครเอเชียในฟุตบอลโลก 2022 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งมองหาการเสริมทัพในแนวรับจึงไม่ลังเลที่จะทุ่มเงิน 90 ล้านยูโร ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในกองหลังที่มีค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์
ในฤดูกาลแรกกับซิตี้ กวาร์ดิโอลได้แสดงให้เห็นถึงคุณภาพและความนิ่งเกินวัย เขาสามารถปรับตัวเข้ากับแทคติกของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ได้อย่างรวดเร็ว แม้จะต้องโยกไปเล่นในตำแหน่งแบ็คซ้ายที่ไม่ถนัดอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ การลงทุนครั้งนี้ดูมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จอย่างสูง และเขาพร้อมที่จะเป็นกำลังหลักในแนวรับของทีมไปอีกนานหลายปี
อันดับ 9 อันโตนี่ - €95M
การมาถึงของ เอริค เทน ฮาก ในฐานะผู้จัดการทีมคนใหม่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำให้สโมสรต้องเดินหน้าคว้าตัว อันโตนี่ ปีกขวาคู่ใจของเขามาจากอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม แม้ว่าอาแจ็กซ์จะตั้งค่าตัวไว้สูงลิบ แต่ยูไนเต็ดก็ยอมจ่ายในราคาเกือบ 100 ล้านยูโรในช่วงท้ายของตลาดซื้อขาย เพื่อตอบสนองความต้องการของกุนซือคนใหม่
อย่างไรก็ตาม ฟอร์มการเล่นของอันโตนี่นับตั้งแต่ย้ายมายังไม่สามารถตอบแทนค่าตัวมหาศาลนั้นได้เลย เขาถูกวิจารณ์อย่างหนักในเรื่องการเล่นที่คาดเดาง่าย, การยึดติดกับการใช้เท้าซ้ายข้างเดียว และการขาดผลงานที่เป็นรูปธรรมทั้งการทำประตูและแอสซิสต์ ทำให้เขากลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของความล้มเหลวในการซื้อขายผู้เล่นของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และยังคงต้องพิสูจน์ตัวเองอีกมาก
อันดับ 8 ไค ฮาแวร์ทซ์ - €100M
ไค ฮาแวร์ทซ์ คือหนึ่งในดาวรุ่งพุ่งแรงที่สุดของวงการฟุตบอลเยอรมันเมื่อเชลซีทุ่มเงินก้อนโตคว้าตัวเขามาจากไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ในปี 2020 ด้วยพรสวรรค์รอบด้านและความสามารถในการเล่นได้หลากหลายตำแหน่งในแนวรุก ทำให้เขาถูกคาดหวังว่าจะเป็นอนาคตของสโมสรในระยะยาว
แม้ว่าตลอดช่วงเวลาที่อยู่กับเชลซี ฮาแวร์ทซ์จะถูกวิจารณ์เรื่องความสม่ำเสมอในการทำประตูและยังหาตำแหน่งที่ดีที่สุดของตัวเองไม่เจอ แต่เขาก็ได้สร้างช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุดให้กับแฟนบอล ด้วยการเป็นผู้ยิงประตูชัยในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ปี 2021 พาทีมคว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 2 ได้สำเร็จ ซึ่งสำหรับแฟนบอลหลายคนแล้ว ประตูนั้นเพียงประตูเดียวก็อาจจะคุ้มค่ากับเงิน 100 ล้านยูโรที่สโมสรจ่ายไปแล้ว
อันดับ 7 ปอล ป็อกบา - €105M
แฮชแท็ก #POGBACK กลายเป็นไวรัลไปทั่วโลกโซเชียล เมื่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประกาศคว้าตัว ปอล ป็อกบา กลับมาจากยูเวนตุสด้วยค่าตัวสถิติโลกในขณะนั้นเมื่อปี 2016 นี่คือการกลับบ้านของเด็กปั้นของสโมสรที่จากไปแบบไม่มีค่าตัว และกลับมาในฐานะหนึ่งในกองกลางที่ดีที่สุดในโลก แฟนบอล 'ปีศาจแดง' ต่างฝันหวานว่าเขาจะพาทีมกลับสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง
ตลอด 6 ปีในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ป็อกบาได้แสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์อันน่าทึ่งในหลายๆ ครั้ง แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ถูกวิจารณ์อย่างหนักเรื่องฟอร์มการเล่นที่ไม่สม่ำเสมอ, ทัศนคติ และปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวน สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่สามารถพาทีมประสบความสำเร็จได้อย่างที่คาดหวัง และย้ายกลับไปยูเวนตุสแบบไม่มีค่าตัวอีกครั้ง ถือเป็นบทสรุปที่น่าผิดหวังสำหรับการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์ของสโมสร
อันดับ 6 โรเมลู ลูกากู - €113M
การกลับมายังสแตมฟอร์ด บริดจ์ อีกครั้งของ โรเมลู ลูกากู ในปี 2021 เต็มไปด้วยความคาดหวัง เขาจากไปในฐานะดาวรุ่งและกลับมาในฐานะกองหน้าระดับโลกที่เพิ่งพาอินเตอร์ มิลาน คว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา เชลซีในขณะนั้นกำลังมองหาจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้า และลูกากูดูเหมือนจะเป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุด
ทว่าเรื่องราวกลับไม่เป็นดั่งฝัน การให้สัมภาษณ์ที่เป็นประเด็นปัญหา บวกกับฟอร์มการเล่นที่ไม่เข้ากับระบบของ โธมัส ทูเคิ่ล ทำให้การกลับมาครั้งนี้กลายเป็นฝันร้ายอย่างรวดเร็ว สุดท้ายเชลซีต้องปล่อยเขากลับไปให้อินเตอร์ มิลาน ยืมตัวในฤดูกาลถัดมา ดีลนี้จึงถูกจารึกว่าเป็นหนึ่งในการย้ายทีมที่ล้มเหลวและน่าผิดหวังที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก
อันดับ 5 มอยเซส ไกเซโด - €116M
จากนักเตะโนเนมสู่กองกลางค่าตัวร้อยล้านปอนด์ มอยเซส ไกเซโด แจ้งเกิดได้อย่างเต็มตัวกับไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ด้วยสไตล์การเล่นที่ดุดัน แข็งแกร่ง และเปี่ยมไปด้วยพลังงาน ทำให้เขากลายเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของทั้งลิเวอร์พูลและเชลซีในช่วงซัมเมอร์ปี 2023 สงครามการแย่งชิงตัวจบลงด้วยชัยชนะของเชลซีที่ยอมจ่ายเงินสูงถึง 116 ล้านยูโร เพื่อดึงเขามาจับคู่กับ เอ็นโซ เฟร์นันเดซ ในแดนกลาง
อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับเอ็นโซ การเริ่มต้นของไกเซโดกับเชลซีก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขายังต้องปรับตัวเข้ากับทีมใหม่และแบกรับความกดดันจากค่าตัวมหาศาล แม้จะแสดงให้เห็นถึงคุณภาพในบางครั้ง แต่ก็ยังขาดความสม่ำเสมอ แฟนบอลสิงห์บลูส์ยังคงต้องให้เวลาเขาในการพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว
อันดับ 4 เดคลาน ไรซ์ - €116.6M
เดคลาน ไรซ์ คือกองกลางที่ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดคนหนึ่งของอังกฤษ เขาเป็นหัวใจสำคัญของเวสต์แฮม ยูไนเต็ด และพาทีมคว้าแชมป์ยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก ได้สำเร็จ อาร์เซน่อลภายใต้การคุมทีมของ มิเกล อาร์เตต้า มองว่าเขาคือจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่จะพาทีมท้าชิงแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อย่างเต็มตัว จึงยอมทุ่มเงินมหาศาลเพื่อเอาชนะคู่แข่งอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในการแย่งลายเซ็นของเขา
และไรซ์ก็ไม่ทำให้แฟนบอล 'ปืนใหญ่' ต้องผิดหวัง เขาย้ายเข้ามาและยกระดับแดนกลางของทีมได้ในทันที ด้วยความเป็นผู้นำ การอ่านเกมที่ยอดเยี่ยม และการเข้าสกัดที่แม่นยำ ทำให้เขากลายเป็นที่รักของแฟนบอลได้อย่างรวดเร็ว การลงทุนครั้งนี้ของอาร์เซน่อลดูเหมือนจะคุ้มค่าทุกยูโร เพราะเขาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าคือหนึ่งในกองกลางที่ดีที่สุดในโลกอย่างแท้จริง
อันดับ 3 แจ็ค กรีลิช - €117.5M
การย้ายทีมของ แจ็ค กรีลิช จากแอสตัน วิลล่า สู่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถือเป็นข่าวใหญ่ที่สั่นสะเทือนวงการฟุตบอลอังกฤษในซัมเมอร์ปี 2021 เขาคือทุกสิ่งทุกอย่างของวิลล่า เป็นทั้งกัปตันทีมและผู้เล่นขวัญใจแฟนบอล แต่ด้วยความต้องการความสำเร็จในระดับสูงสุด ทำให้เขาเลือกย้ายไปร่วมทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ด้วยค่าตัวสถิติเกาะอังกฤษในเวลานั้น
ในช่วงแรก กรีลิชต้องใช้เวลาปรับตัวเข้ากับระบบการเล่นที่ซับซ้อนของซิตี้พอสมควร จนถูกวิจารณ์ว่าไม่คุ้มค่าตัว อย่างไรก็ตาม เขาสามารถพิสูจน์ตัวเองได้สำเร็จในฤดูกาลที่สอง และกลายเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่พาทีมสร้างประวัติศาสตร์คว้าเทรเบิลแชมป์ได้อย่างยิ่งใหญ่ แม้สถิติส่วนตัวอาจไม่โดดเด่นเท่าสมัยอยู่กับวิลล่า แต่บทบาทและอิทธิพลต่อทีมในสนามของเขานั้นมีค่ามากกว่าตัวเลขสถิติ
อันดับ 2 เอ็นโซ เฟร์นันเดซ - €121M
หลังโชว์ฟอร์มสุดมหัศจรรย์พาทีมชาติอาร์เจนตินาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2022 พร้อมคว้ารางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ ชื่อของ เอ็นโซ เฟร์นันเดซ ก็กลายเป็นที่ต้องการของสโมสรยักษ์ใหญ่ทั่วยุโรปทันที และเป็นเชลซีภายใต้เจ้าของทีมใหม่อย่าง ท็อดด์ โบห์ลี ที่ยอมทุ่มเงินมหาศาลกว่า 121 ล้านยูโร ฉีกสัญญาคว้าตัวเขามาจากเบนฟิก้าในวันสุดท้ายของตลาดเดือนมกราคม 2023
การย้ายมาสู่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ของเอ็นโซเต็มไปด้วยความคาดหวังว่าเขาจะเข้ามาเป็นหัวใจในแดนกลางคนใหม่ แต่ด้วยสถานการณ์ของทีมที่ไม่สู้ดีนัก ทำให้เขายังไม่สามารถแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ด้วยคลาสบอลและวิสัยทัศน์ในการเล่นของเขา ยังคงเป็นที่ประจักษ์ว่าเขาคือนักเตะระดับโลก แต่ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองต่อไปเพื่อทำให้ทุกคนยอมรับว่าเขาคู่ควรกับค่าตัวมหาศาลนี้
อันดับ 1 โฟลเรียน เวียร์ทซ์ - €125M
นี่คือดีลที่คาดการณ์กันว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ และจะทำลายสถิติค่าตัวสูงสุดของพรีเมียร์ลีกทันที โฟลเรียน เวียร์ทซ์ คือเพลย์เมกเกอร์อัจฉริยะจาก ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ผู้พาทีมคว้าแชมป์บุนเดสลีกาแบบไร้พ่าย ด้วยวิสัยทัศน์การจ่ายบอลอันเฉียบคม เทคนิคที่แพรวพราว และความสามารถในการทำประตู ทำให้ลิเวอร์พูลยอมทุ่มเงินมหาศาลเพื่อดึงเขามาเป็นแกนหลักคนใหม่ในแนวรุกของทีมในฤดูกาล 25/26
การย้ายทีมครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณว่า 'หงส์แดง' พร้อมที่จะสร้างทีมยุคใหม่หลังหมดยุคคล็อปป์ การมาของเวียร์ทซ์ถูกคาดหวังว่าจะเข้ามาเติมเต็มความคิดสร้างสรรค์และยกระดับเกมรุกของทีมให้มีความอันตรายยิ่งขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตาม ด้วยค่าตัวระดับนี้ ความกดดันมหาศาลย่อมตกอยู่บนบ่าของดาวเตะชาวเยอรมันผู้นี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ว่าเขาจะสามารถปรับตัวเข้ากับฟุตบอลอังกฤษที่รวดเร็วและหนักหน่วงได้หรือไม่





